Thursday, December 23, 2010

samsung galaxy tab

มาดูสเปคแบบทางการกันเลยครับ
  • CPU ARM Cortex A8 1 GHz, GPU PowerVR SGX540
  • RAM 512 MB, หน่วยความจำในเครื่อง 16 GB, เสียบ microSD ได้อีก 32 GB
  • จอ TFT-LCD ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 1024x600
  • Android 2.2 (Froyo)
  • แบตเตอรี่ 4000 mAh
  • 3G 900/1900/2100 MHz, Quad-Band GSM/EDGE
  • กล้องหลัง 3 MP Auto-Focus, LED Flash, บันทึกวิดีโอได้ที่ 480p (720x480) (รูปจากกล้องหลัง), กล้องหน้า 1.3 MP (รูปจากกล้องหน้า)
  • Wi-Fi 802.11b/g/n, DLNA, Bluetooth 3.0
  • GPS, Accelerometer, Proximity
  • เครื่องเปล่า ราคา 23,000 บาท (จากข่าวที่แล้ว)ราคา 22,900 บาท พร้อม AIS EDGE 500 MB ฟรี 12 เดือน (ที่มา)
ขอย้ำอีกทีว่า ทุกเครื่องจะเป็น 3G + Wi-Fi นะครับ ทางซัมซุงไม่ได้ผลิตรุ่นที่มีแต่ Wi-Fi ออกมาแต่อย่างใด
ภาพเครื่องอยู่หลังเบรคนะครับ

เปิดฉากด้วยคุณปวิช วาสนสมบูรณ์ นำเสนอโดยใช้ Galaxy Tab ต่อออกจอใหญ่ครับ ไม่ต้องพก Laptop ไปนำเสนองานอีกต่อไป
upic.me
dock สามารถวางได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง
upic.me
ช่องต่อสาย USB ใช้ต่อ dock ด้วยครับ (รุ่นนี้ไม่มี microUSB ครับ)
upic.me
จอใหญ่ ถ่ายรูปได้สะใจจริงๆ
upic.me
ลองเข้าเว็บดู
upic.me
เปิดวิดีโอด้วยโปรแกรม YouTube
upic.me
โทรศัพท์! อันนี้ไม่ต้องเสียบหูฟังก็ได้นะครับ โทรด้วยลำโพงเครื่องได้เลย
upic.me
เทียบกับ Captivate (Galaxy S ของ AT&T)
upic.me
เทียบกับ iPad

มีเสียงดังในหู ทำอย่างไรดีครับ

เสียงดังในหูเกิดจากสาเหตุอะไร และอาการใด ถือว่าเป็นอันตรายที่จะต้องรักษา ถ้าไม่รักษาจะทำให้เป็นโรคประสาทได้หรือไม่
ผมมีอาการเสียงดังในหูมาเดือนเศษแล้ว กลางวันจะไม่ค่อยได้ยินเสียง หลังอาหารเช้า, เย็น, ก่อนเข้านอน และเวลานอน จะได้ยินเสียงดังชัดเจน อาการนี้เป็นที่หูข้างขวาเกิดขึ้นทุกวัน ให้เพื่อนใช้ไฟส่องดูก็บอกว่าผนังในหูเปียก ไปโรงพยาบาลเพื่อทดสอบการฟัง ผลปรากฏว่าหูทั้งสองข้างปกติ หมอบอกว่าไม่เป็นอะไร และบอกว่าอาการเสียงดังเป็นโรคของคนมีอายุ (ขณะนี้อายุ 46 ปี) สุขภาพร่างกายทั่ว ๆ ไปปกติดี หมอจ่ายยา ให้มากิน พอยาหมดอาการก็ยังเหมือนเดิม และยาที่หมอให้กินนั้น ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น
ขอเรียนถามปัญหาดังนี้
1. เสียงดังในหูเกิดจากสาเหตุอะไร มีอันตรายหรือไม่ อย่างไร
2. คนปกติจะเกิดเสียงดังในหูได้หรือไม่ เพราะอะไร อาการใดต้องรักษา และอาการใดปล่อยไว้ก็ไม่มีอันตราย แต่รู้สึกรำคาญ อาจเกิดโรคประสาทได้หรือไม่
3. เกิดจากโรคหรือเป็นเรื่องปกติของคนสูงอายุ เกิดจากปัจจัยอะไร คนสูงอายุมีโอกาสเป็นได้ทุกคนหรือไม่ และเป็นกรรมพันธุ์หรือเปล่า
4. ถ้าเป็นเรื่องปกติของคนสูงอายุ หรืออาการที่ไม่เป็นโรคจะรักษาอย่างไร มีวิธีการบริหารอะไรที่ช่วยได้บ้าง
5. กรุณาแนะนำยา อาหารและการบริหารอื่น ๆ ที่สามารถจะใช้บำบัดโรคนี้

ถาวร/อยุธยา

ตอบ
1. อาการเสี่ยงดังในหูเกิดจากหลายสาเหตุ
คือ
ก. สาเหตุจากหู
(1) โรคของหูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน, การติดเชื้อ
(2) โรคของหูชั้นกลาง เช่น การติดเชื้อ มีน้ำหรือหนองอยู่ในหูชั้นกลาง, เนื้องอกของหูชั้นกลาง, ความผิดปกติของกระดูกหู
(3) โรคจากหูชั้นใน เช่น ทำงานในที่ที่มีเสียงดังมาก ๆ, ได้รับยาที่เป็นพิษต่อหู, ประสาทหูเสื่อมในคนสูงอายุ, โรคเมเนียส์, เนื้องอกของประสาทหู

ข. สาเหตุนอกหู
(1) ได้แก่โรคระบบอื่น ๆ แต่มาเกี่ยวข้องกับหู
(2) ความผิดปกติของระบบหลอดเลือด
(3) กลุ่มอาการของข้อต่อขากรรไกร
(4) อาการทางท่อยูสเตเชียน (ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงจมูก)(5) การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในช่องปากและคอ
การที่มีเสียงดังในหู เกิดจากการที่มีการระคายเคืองต่อระบบการได้ยิน จากสาเหตุดังกล่าวและสาเหตุที่เป็นอันตรายก็คือ เนื้องอกของประสาทหู
2. คนปกติไม่ควรเกิดเสียงดังในหู เพราะว่าอาการเสียงดังในหู มีได้ทั้งชนิดอันตรายและไม่อันตราย ซึ่งได้ตอบแล้วในคำตอบข้อที่ 1 เพราะฉะนั้น ถ้ามีอาการควรต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจ และค้นหาสาเหตุ ถ้าตรวจแล้วเป็นชนิดไม่มีอันตราย ก็อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนไข้ และอาจเกิดโรคประสาทได้ ถ้าตรวจแล้วพบว่าเป็นอันตรายก็ต้องให้แพทย์ทำการักษาต่อไป
3. อาการที่เล่ามาคิดว่าเป็นชนิดไม่มีอันตราย และเป็นแบบประสาทหูเสื่อมในคนมีอายุ ซึ่งเกิดจากการที่มีการเสื่อมของเซลล์ขนที่ทำหน้าที่รับเสียงในหูชั้นใน คนมีอายุมีโอกาสเป็นได้ทุกคน แต่เป็นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์และภาวะสิ่งแวดล้อม
4. การรักษา ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ เป็นยาบำรุงประสาท, ยาเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหู และยากล่อมประสาท
5. คำแนะนำคือ อย่าไปสนใจเสียงที่เกิดขึ้นมากนัก และควรไปรับการตรวจซ้ำทุก ๆ 3 เดือน พยายามอย่าอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมาก ๆ ระวัง และหลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อหู หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะทำให้เป็นโรคไขมันในหลอดเลือดสูง และจะมีอาการทางหูได้
พ.ญ.อักษร อาศนะเสน

http://www.doctor.or.th/node/6379

Wednesday, December 22, 2010

วันคริสมาสเป็นมาอย่างไรครับ

เป็นคำทับศัพท์ภาษา อังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
1ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส : ซึ่งเป็นวันเกิดของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่ง ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวัน หรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่ง ส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย


 



1คำอวยพรสำหรับเทศกาลคริสมาสใช้ คำอวยพรว่า Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ต่อมาคือ "เพลง" ที่ใช้เฉลิมฉลองทั้งจังหวะช้าและจังหวะสนุกสนาน ส่วนใหญ่แต่งในยุคพระราชินีวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ (ค.ศ.1840-1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย
 

1นักบุญ(เซนต์)นิโคลัสแห่งเมืองไมรา นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4 ได้รับการยกย่องให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี ซานตาครอสจริงๆแล้ว แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย
นักบุญนิโคลาส เป็นนักบุญ ที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะ มาเยี่ยม เด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ก็อยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปในอเมริกา โดย มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยน เป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็น สังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้นก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดงอาศัย อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อน เป็นยานพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมา ทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้ เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติ ของเขา

ต้นคริสต์มาสหรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน การตกแต่งนี้ย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก
1เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส)ในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบล เบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระ เยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวาย มิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระ สันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาส
 
1ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบ เป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของ เทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม และแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา มีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไป แขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ ผ่าน ไปมา ได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็น สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และ ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า
1เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งผู้แต่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมา ของพระเยซูเจ้า แต่ใน ศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาส ที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จาก ประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อ โจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้อง ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลง คริสต์มาสใหม่ นำไปเพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนอง ในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดนี้ ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก

Monday, December 20, 2010

จะ CONVERT นามสกุล .nrg ได้อย่างไร

ถาม

เราจะมีวิธีการ เปลี่ยน นามสกุล .nrg ไปเปิด window media player ได้มั้ยครับ...ไม่อยากไปโหลด Daemon Tools, ALCOHOL 120%

ตอบ

ไฟล์ .nrg เป็น image File
เหมือนกับพวก iso น่ะครับ

ไม่สามารถเปิดด้วย Windows Media Player ได้ครับ

สิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ใช่การ Convert ครับ
แต่คุณต้องหาวิธี เปิดเอาไฟล์ข้างในออกมา
เช่นการใช้โปรแกรมจำลอง เอา Image ไฟล์ดังกล่าวไปเป็น Drive
โดยใช้โปรแกรม แบบที่คุณบอกว่า ไม่ต้องการนั่นล่ะครับ


แต่ว่า หากในเครื่องคุณมีโปรแกรม Nero
หรือ UltraISO
ก็ใช้แทนกันได้ครับ

Sunday, December 19, 2010

windows 7 ดีอย่างไรครับ


Windows 7 ในแรกเริ่มเดิมที่มีชื่อหรือรหัสในการพัฒนาว่า แบล็กโคมบ์ (Blackcomb) ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นเวียนนา (Vienna) โดย Windows 7 ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นกับ Vista ที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร Windows 7 จะใช้ทรัพยากรของเครื่องที่น้อยกว่า Windows Vista ทำให้ความเร็วในการทำงานโดยรวมนั้นเร็วกว่า Windows Vista มีการพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ง่ายมากขึ้น พร้อมกับระบบจอภาพสัมผัส ระบบจดจำลายนิ้วมือ, DirectX 11 สำหรับกราฟิกและการเล่นเกมหลาย คนอาจสงสัยว่า ใน Windows 7 จะมีอะไรที่ใหม่กว่า Windows Vista หรือ Windows XP ในที่นี้จะขอแบ่งส่วนต่างๆ ของ Windows 7 เป็น 3 ส่วน ดังนี้
1. ส่วนที่เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นแกนหลักของระบบปฏิบัติการที่ทำให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สามารถทำงานร่วมกันได้
2. ระบบติดต่อกับผู้ใช้ หรือ Use Interface
3. โปรแกรมต่างๆ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งเพิ่ม
สำหรับ ส่วนแรกนั้น Windows 7 พัฒนาต่อยอดมาจาก Windows Vista ทำให้ในส่วนของแกนหลักของระบบปฏิบัติการแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนัก (จนหลายๆ คนวิจารณ์ว่าไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งแปลกใหม่) ไม่ว่าจะเป็น ระบบเอฟเฟ็กต์ Aero ไดรเวอร์ต่างๆ รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่า Use Account Control ที่ปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยโดยสามารถกำหนดระดับการเตือนได้ โดยไม่มีการเตือนที่น่ารำคาญเหมือนกับ Windows Vista
ด้านประสิทธิภาพ ในการทำงาน Windows 7 ใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า Windows Vista โดยหน่วยความจำขั้นต่ำ ใช้เพียง 1 กิกะไบต์ ในขณะที่ Windows Vista ใช้อย่างน้อย 2 กิกะไบต์ (แต่แนะนำให้ใช้จริงๆ 4 กิกะไบต์) โดยสังเกตได้ว่า Windows 7 จะใช้ทรัพยากรระบบน้อยลง และมีประสิทธิภาพในการทำงานเร็วกว่าทั้ง Windows Vista และ XP ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์
ส่วนของระบบติดต่อกับผู้ใช้ มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าที่มีใน Windows Vista (ผู้ใช้งาน Windows XP ก็สามารถใช้งานได้ไม่ยาก) โดยจะมีการปรับปรุงการใช้งานทาสก์บาร์ที่ดีขึ้น โดดยจะจัดไอเท็มที่คล้ายกันและมีความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดพื้นที่ในการใช้งาน สามารถลากไอเท็มที่ต้องการไปวางบนไอเท็มที่รวมกลุ่มกัน และสามารถพรีวิวดูคอนเทนต์เมื่อวางพอยน์เตอร์เหนือไอคอนบนทาสก์บาร์ได้ด้วย รวมไปถึงคุณสมบัติ Aero Peek, System Tray, Jump List (จะกล่าวรายละเอียดต่อไปในภายหลัง)
Gadget ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องวางไว้บน Sidebar เหมือนใน Windows Vista ผู้ใช้สามารถวางไว้ในที่ใดก็ได้บนเดสก์ทอป และจะมีปุ่ม show desktop ที่จะแสดงเดสก์ทอปทั้งหมดและคอลเล็กชั่น Gadget ของคุณโดยไม่ต้องมินิไมซ์หน้าต่างไหนลงทาสก์บาร์ รวมทั้งการปรับปรุงด้านการประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
และสุดท้าย โปรแกรมที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการนั้น จะมีการจัดกลุ่มให้สามารถใช้งานได้สะดวกมากขึ้น เช่น Windows Live Essential จะประกอบด้วยโปรแกรม Windows Photo Gallery, Windows Movie Maker, Windows Mail, Windows Calendar เป็นต้น
ทาสก์บาร์แบบใหม่ ที่รวม Quick Launch ไว้ด้วยกัน สามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้น เมื่อนำพอยน์เตอร์ไปวางที่ไอคอนของโปรแกรมจะมีพรีวิวแสดงหน้าต่างแบบเต็มจอ ภาพประกฎขึ้น

Windows 7 จะมีอยู่ด้วยกัน 5 เอดิชั่น โดยแต่ละเอดิชั่นจะมีทั้งเวอร์ชั่น 32 บิตและ 64 บิตให้เลือกใช้

1. Windows 7 Starter (สำหรับเครื่องใหม่เท่านั้น) โดยรุ่นนี้ จะเหมาะกับเครื่องใหม่ที่ไม่ได้ใช้งานอะไรมากนัก รวมไปถึงเน็ตบุ๊กต่างๆ และมีเวอร์ชั่น 32 บิตเท่านั้น มีคุณสมบัติทาสก์บาร์ปรับปรุงใหม่, Jump List, Windows Media Player, Backup and Restore, Action Center, Device Stage, Play To (สามารถเล่นเพลงไปยังเครื่องเสียงที่ตั้งไว้ที่อื่น) Fax and Scan, เกมพื้นฐานต่างๆ สิ่งที่ขาดหายไปในเวอร์ชั่นนี้ คือ Aero Glass, Aero desktop enhancements ต่างๆ , Windows Touch, Media Center, Live thumbnail previews, Home Group creation
2. Windows 7 Home Premium เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป มีคุณสมบัติ Aero Glass, Aero Background, Windows Touch, Home Group creation, Media Center, DVD Playback and authoring, เกมพรีเมี่ยมต่างๆ, Mobility Center สิ่งที่ขาดหายไปในเวอร์ชั่นนี้ คือ Domain join (สนับสนุนการล็อกอินแบบมีโดเมน), Remote Desktop host, advanced backup, EFS, Office Folders
3. Windows 7 Professional เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป มีคุณสมบัติ Domain join (สนับสนุนการล็อกอินแบบมีโดเมน), Remote Desktop host, location aware printing, EFS, Mobility Center, Presentation Mode, Office Folders สิ่งที่ขาดหายไปในเวอร์ชั่นนี้ คือ BitLocker, BitLocker To Go, AppLocker, Direct Access, Branche Cache, MUI language packs, บูตจาก VHD
4. Windows 7 Enterprise เหมาะสำหรับผู้ใช้ในองค์กรที่ซื้อแบบ Volume-license มีคุณสมบัติ BitLocker, BitLocker To Go, AppLocker, Direct Access, Branche Cache, MUI language packs, boot from VHD, Virtualization สิ่งที่ขาดหายไปในเวอร์ชั่นนี้ คือ Retail licensing
5. Windows 7 Ultimate เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ทั่วไป แต่จำกัดความสามารถในการใช้งาน มีคุณสมบัติ BitLocker, BitLocker To Go, AppLocker, Direct Access, Branche Cache, MUI language packs, boot from VHD สิ่งที่ขาดหายไปในเวอร์ชั่นนี้ คือ Volume licensing
อย่างไรก็ตาม Windows 7 จะมี Home Basic ที่อาจมีจำหน่ายในบางประเทศ เป็นเอดิชั่นที่ตัดคุณสมบัติบางส่วนออกไป เช่น Aero Glass, Live Thumbnail Previews, Internet Connection Sharing เป็นต้น

Thursday, December 16, 2010

เล็บขบทำไงดี

เล็บขบ
คนเราใช้เล็บเพื่อการหยิบอะไรทีละน้อยๆ และเพื่อป้องกันอันตรายนอกจากนี้นิ้วจะมีเล็บไว้ป้องกันโรคและเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการเจริญเติบโต เล็บจึงยาวออกมาได้ เมื่อมีโรคเกิดกับเล็บจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะเล็บไม่มีเส้นประสาท นอกจากเป็นอันตรายต่อผิวหนังข้างเคียง
โรคที่เกิดกับเล็บได้บ่อยและชาวบ้านเป็นกันมาก คือ เล็บขบ จึงขอเชิญฟังคำอธิบายของ นพ.สมเกียรติ ธาตรีธร จากแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวชิระ
นพ.วิชนารถ : เล็บขบมีสาเหตุจากอะไร
นพ.สมเกียรติ : มีสาเหตุ 2 ประการ คือ เกิดจากการลงโทษของความศิวิไลซ์ คือ การที่คนในปัจจุบันชอบใส่รองเท้า ที่บีบมากเกินไป เนื้อที่อยู่ด้านข้างของเล็บ ก็จะบีบเข้ามา เล็บมันก็กดไปที่เนื้อด้านข้างนั้น และเมื่อมันงอกลึกลงไปในเนื้อก็เกิดขบขึ้น ทำให้มีอาการเจ็บปวด
อีกสาเหตุเกิดจากตัดเล็บโดยไม่ถูกวิธี การตัดทำให้บริเวณด้านข้างของเล็บเป็นมุมแหลม และกดลงไปเมื่อเล็บงอกตรงด้านข้างๆ ก็เกิดเป็นแผลและเจ็บขึ้นนั้น คือ สาเหตุของเล็บขบ
นพ.วิชนารถ : แล้วเชื้อโรคที่เกิดขึ้นมาจากไหนบ้างครับ
นพ.สมเกียรติ : เชื้อโรคก็มาจากบรรยากาศ และจากใต้เล็บที่แทรกระหว่างเล็บกับเนื้อด้วย
นพ.วิชนารถ : ถ้าเผื่อเรารู้ว่าใส่รองเท้าไม่ได้ เล็บมันขบถอดรองเท้าทิ้งไว้แล้ว มันจะหายเองไหม
นพ.สมเกียรติ : ถ้ามันขบไปแล้วถึงถอดมันก็ยังขบอยู่ แต่ถ้าหากว่ามันไม่ขบอยู่ก่อน แล้วเราถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า มันก็กำจัดสาเหตุได้อย่างหนึ่ง คือ รองเท้าบีบ แต่ยังมีอีกอย่างที่ไม่ได้จำกัด คือ ถ้าตัดเล็บเป็นมุมแหลม มันก็ยังเป็นเล็บขบอยู่ได้
นพ.วิชนารถ : ทีนี้พอเจ็บมากๆ ทำยังไงดีครับ กินยาแก้ปวดพอจะหายไหม
นพ.สมเกียรติ : กินยาแก้ปวดก็ทำให้ปวดน้อยลงได้ แต่คงจะไม่หาย เพราเรายังไม่ได้กำจัดสาเหตุ
นพ.วิชนารถ : แล้วจะทำอย่างไรต่อไปครับ
นพ.สมเกียรติ : ทางแพทย์เรามีวิธี คือ เราทำการถอดเล็บเฉพาะส่วนทางด้านข้างที่ขบ ใช้ยาฉีดแล้วก็ใช้กรรไกรและคีมคีบเล็บส่วนที่ขบออกมา การรักษาอย่างนี้ พอทำเสร็จคนไข้หายปวด เดินได้เป็นปกติ แต่ว่าอาจจะเกิดเล็บขบอีกได้ ถ้าตัดเล็บผิดวิธีหรือไปใส่รองเท้าบีบหัว รวมทั้งเนื้อเยื่อที่สร้างเล็บซึ่งใต้เล็บลงไป ถ้ามันถูกนำไปลึกแล้วและเล็บของเราก็มาตามเนื้อเยื่อที่สร้างเล็บที่มีอยู่นั้นมันก็อาจจะขบได้อีก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใส่รองเท้าบีบหรือตัดเล็บผิดก็ตาม พวกนี้เรียกได้ว่า เป็นอาการแทรกซ้อนได้
นพ.วิชนารถ : คือ ถ้าเผื่อเล็บขบแล้วรักษาไม่ดีต่อไปรากเล็บมันเสียพอขึ้นมาก็อาจจะเป็นได้อีก แล้วเราจะแก้ไขได้ยังไงครับ
นพ.สมเกียรติ : ถ้าเป็นขึ้นมาอีก 2 ครั้ง 3 ครั้ง เราก็อาจจะตัดเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ใต้เล็บ (ซึ่งมีหน้าที่สร้างเล็บ) ทิ้งไป
นพ.วิชนารถ : ผมสนใจวิธีถอดเล็บ มันเจ็บไหมครับ แล้วเราจะทำได้ยังไง
นพ.สมเกียรติ : ถ้าถามว่าเวลาถอดเล็บเจ็บไหม ขอตอบว่าไม่เจ็บเพราะฉีดยาชาแล้ว เราจะฉีดยาชาบริเวณเนื้อเยื่อข้างเคียงจนกระทั้งชา เอาเข็มจิ้มดูแล้วไม่เจ็บ แล้วเราก็เอากรรไกรตัดเล็บเข้าไปในแนวยาวไม่ถึงโคนเล็บ แล้วเอาคีมคีบติดแล้ว ใช้กรรไกรตัดอีกครั้งก็ออกมา ระหว่างตัดอยู่ไม่เจ็บ และหลังจากหมดฤทธิ์ยาชาจะเจ็บน้อยกว่าตอนก่อนทำ เพราะการถูกเล็บขบ เล็บกดลงไปในเนื้ออ่อน มันเจ็บยิ่งกว่าบาดแผลที่เราทำ
นพ.วิชนารถ : สมมุติว่าไม่อยากไปพบแพทย์ หรืออยู่ไกลจากสถานีอนามัย หรือฐานะไม่ดี เกิดเล็บขบจนเท้าบวม จะทำยังไงครับ ถึงจะรักษาตัวเองได้
นพ.สมเกียรติ : การช่วยเหลือตัวเองก็พอทำได้บ้างคือ เราตัดเล็บส่วนเกินที่ไม่เจ็บ เพื่อไม่ให้มีเศษผงหรืออะไรสกปรกค้างอยู่ ทำให้การอักเสบติดเชื้อรุนแรงขึ้น และใช้แอลกอฮอล์ 70 % เช็ดให้สะอาดและหาอะไรที่มันเล็กๆ บางๆ แข็งๆ พอสมควรงัดเล็บขึ้นมา เอาสำลีสอดลงไปบริเวณที่เล็บมันจิกขบอยู่ พอบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ แล้วกินยาปฏิชีวนะง่ายๆ ประเภทเตตร้าซัยคลินหรือแอมพิซิลลิน และก็กินยาแก้ปวดพวกพาราเซตามอล จะบรรเทาอาการเจ็บปวดและการอักเสบจากการติดเชื้อลงได้มาก หลังจากนั้นถ้พิเดินได้ก็ไปหาหมอให้ทำการถอดเล็บก็จะหาย
นพ.วิชนารถ : นั้นก็เป็นวิธีรักษาด้วยตนเอง เมื่อเป็นแล้วการเดินอะไรก็ต้องระวังหน่อย ใส่รองเท้าที่ไม่บีบหัว เวลาอาบน้ำถูสบู่จะมีเชื้อโรคเข้าไปได้ไหมครับ
นพ.สมเกียรติ : ไม่อันตรายครับ อาบน้ำล้างเท้าได้ตามปกติ ถูสบู่เป็นการดี ช่วยขับเชื้อโรคให้ออกไป แต่พออาบน้ำเสร็จแล้วเอาแอลกอฮอล์ 70% เช็ดให้สะอาด และเอาผ้าพันไว้เพื่อไม่ให้โดนอะไรสกปรกอีก
นพ.วิชนารถ : พวกเล็บขบอย่างนี้ ถ้าเดินไปถูกอะไรแล้วเลือดออกก็กลายเป็นแผลสด จะต้องไปฉีดยากันบาดทะยักหรือเปล่าครับ
นพ.สมเกียรติ : ถ้าหากเป็นแผลแล้วมีแนวโน้มว่าจะโดนสิ่งสกปรกตามดินตามทรายมา ก็ต้องนึกถึงเรื่องบาดทะยักไว้ เพราะเชื้อบาดทะยักตามดินมีเยอะ เนื่องจากเชื้อบาดทะยักเป็นพวกไม่ชอบออกซิเจน และแผลอะไรก็ตามที่มีลักษณะเล็กและลึกด้วยเราต้องนึกถึงบาดทะยักไว้เสมอ ถ้ามีโอกาสควรฉีดยาป้องกัน
นพ.วิชนารถ : สาเหตุอีกย่างหนึ่งของเล็บขบที่พบกันได้บ่อยๆ คือ เวลาไปทำเล้บตามร้านช่างเอากรรไกรแหลมตัดเล็บแล้วก็ดึงๆ ทีหลังก็เกิดการอักเสบขึ้นมา ผมว่านี่ก็ทำให้เกิดเล็บขบได้เหมือนกัน จะมีวิธีแก้ไขการทำเล็บได้ยังไง
นพ.สมเกียรติ : การตักเล็บที่ถูกต้องต้องตัดเป็นรอยมน ขึ้นมาจากด้านข้าง ไม่ใช่ตัดเป็นมุมแหลม
นพ.วิชานารถ : อาจารย์มีอะไรจะแนะนำอีกไหมครับ
นพ.สมเกียรติ : ก็ขอย้ำถึงวิธีป้องกันว่าถ้าใส่รองเท้าบีบมากนัก ท่านอาจจะเกิดเล็บขบได้ และในการตัดเล็บ ผมขอแนะนำวิธีตัดเล็บที่จะไม่ทำให้เกิดมุมแหลมและเล็บขบ คือ ก่อนจะตัดเล็บให้ท่านแช่เท้าในน้ำซักพัก เพื่อให้เล็บอ่อนตัว แล้วท่านจะตัดง่าย ถ้าหากตัดขณะเล็บแห้งเต็มที่ มันจะแข็งและตัดยาก ทำให้เกิดเล็บขบได้ง่าย

จากมูลนิธิหมอชาวบ้าน

เพิ่มประสิทธิภาพเบราเซอร์ให้ดีขึ้นQuick Tips for Speeding Up Mozilla Firefox

บทความนี้แปลจากเรื่อง Quick Tips for Speeding Up Mozilla Firefox โดย Rick Broida

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ใช้เว็บเบราเซอร์ Mozilla Firefox ในการเรียกดูเว็บไซต์ต่างๆ เป็นประจำ และบางครั้งก็อาจจะรู้สึกได้ถึงความล่าช้าขณะใช้งาน ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอ สามวิธีเร่งความเร็วให้กับไฟร์ฟอกซ์

1. เพิ่มประสิทธิภาพเบราเซอร์ให้ดีขึ้นด้วยการล้างรายการดาวน์โหลด

รายการดาวน์โหลด คือหน้าต่างที่แสดงขณะทำการดาวน์โหลดไฟล์ ที่ผู้ใช้เบราเซอร์ไฟร์ฟอกซ์ทุกคนคงจะคุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่อาจจะไม่ใคร่สนใจมันเท่าไหร่นัก หากแต่ลองสังเกตดู เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำการดาวน์โหลดไฟล์จากเบราเซอร์ ก็ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างตกค้างเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการดาวน์โหลดเสร็จ เบราเซอร์จะเกิดอาการชะงักไปสักหนึ่งวินาทีให้พอรู้สึกได้



ดังนั้น เราลองเข้าไปดูที่หน้าต่างรายการดาวน์โหลดกัน โดยคลิกไปที่แท๊บ เครื่องมือ > เลือก ดาวน์โหลด หรือหากจะให้ไวใช้คำสั่งลัด Ctrl-J แล้วลองตรวจดูว่ารายการดาวน์โหลดของคุณมีเยอะมากเท่าใด หลังจากนั้นให้ทำการคลิกคำสั่ง ล้างรายการ ที่อยู่มุมล่างซ้าย ก็จะพบว่าบรรดาชื่อรายการนั้นอันตรธานหายไปแบบเกลี้ยงเกลา (ซึ่งก็ไม่ต้องตกใจเพราะการลบในส่วนนี้เป็นเพียงแค่การล้างชื่อรายการที่ดาวน์โหลดมาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับข้อมูลที่ดาวน์โหลดไปแล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ครบ)

หลังจากที่ทำการล้างรายการที่ค้างคาอันมากมายเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งไม่มีการชะงัก หรือล่าช้าใดๆ อีก ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หากแต่ถ้าคุณยังพบปัญหาอยู่ลองทำตามขั้นตอนข้อต่อไปนี้ดู




2.ลบบรรดาจาวาเวอร์ชั่นเก่าๆ ออกไปบ้าง

จาวา คือโปรแกรมภาษาหรือแพลตฟอร์มที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายบนเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น แต่ก็นั่นละมันชอบรบกวนให้คุณทำการอัพเดทอยู่บ่อยๆ

และทุกครั้งที่คลิกอัพเดท ไฟร์ฟอกซ์ก็จะทำการติดตั้งจาวาเวอร์ชั่นใหม่ๆ ให้ทุกครั้งไป โดยปราศจากการลบเวอร์ชั่นเก่าๆ ทิ้ง ซึ่งมันจะส่งผลกระทบให้กับเบราเซอร์หรือเปล่าเราก็ไม่แน่ใจ หากแต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ถ้าบรรดาผู้ใช้อย่างเราๆ ต้องการจะลบจาวาเวอร์ชั่นเก่ากว่าครึ่งโหลที่ค้างอยู่ในเครื่องให้ออกไป



ถ้าคุณเข้าไปดูที่ รายการส่วนเสริม (คลิกที่แท๊บ เครื่องมือ> เลือก ส่วนเสริม) คุณจะพบว่ามีจาวาคอนโซลติดตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และถ้าสังเกตให้ดีปุ่ม ลบออก กลายเป็นสีเทาเสียอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็แปลว่าลบออกไม่ได้เสียด้วย นั่นสิ แล้วเราจะลบมันออกจากเครื่องได้อย่างไร?

ขั้นแรก ให้คุณทำการออกจากเบราเซอร์ไฟร์ฟอกซ์เสียก่อน ตามด้วยคลิกเลือกที่ไอค่อนไฟร์ฟอกซ์บนหน้าเดสก์ทอป >คลิกขวา เลือก Run as administrator ขั้นต่อไป หน้าต่างไฟร์ฟอกซ์จะถูกเรียกขึ้นมา ให้เข้าไปที่แท๊บ เครื่องมือ และเลือกส่วนเสริม อีกครั้ง คุณก็จะสามารถลบจาวาคอนโซลเวอร์ชั่นเก่าๆ ออกไปได้แล้ว
ซึ่งตรงนี้ถ้าหากผู้ใช้ต้องการที่จะลบออกไปทั้งหมดเลยก็ได้ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าควรจะเลือกเก็บไว้สักหนึ่งตัวที่เป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่ที่สุด ไว้เผื่อสำหรับกรณีที่ต้องใช้ Java Runtime Environment


3.ตั้งค่าให้เบราเซอร์เปิดหน้าต่างใหม่ทันทีหลังคลิกลิ้งค์

ตามปกติแล้ว เมื่อคุณทำการคลิกลิ้งค์ หรือคลิกปุ่ม Ctrl ค้าง ขณะที่คลิกลิ้งค์เพื่อเปิดแท๊บหน้าต่างใหม่ เบราเซอร์จะไม่ทำการสลับไปยังหน้าต่างที่เพิ่งเรียกให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งตามปกติแล้วการที่เราคลิกลิ้งค์เปิดหน้าต่างใหม่ก็เพื่อที่จะเรียกดูเนื้อหาในเว็บไซต์นั้นใช่มั้ย?



ดังนั้นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการเปลี่ยนการทำงานของเบราเซอร์จากเดิมให้มาเป็นตามที่เราต้องการ ก็ด้วยการคลิกเลือกที่แท๊บ เครื่องมือ > ตัวเลือก> แท๊บ> และทำเครื่องหมายที่หัวข้อสุดท้าย When I open a link in a new tab, switch to it immediately (เมื่อเปิดลิ้งค์ในแท๊บใหม่ ให้สลับไปที่แท๊บนั้นที) และคลิก ตกลง ก็เป็นอันเรียบร้อย

และนี่ก็เป็นสามวิธีง่ายๆ ที่น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเบราเซอร์ให้ดีขึ้น

from pantip.com