Friday, April 15, 2011

การ root android คืออะไร ทำไงต้องทำไงบ้าง

การrootคืออะไรครับ


การ Root คืออะไร??

Root นั้นเป็นศัพท์ที่ได้มาจาก Linux ซึ่งหมายถึงผู้ใช้ที่มีอำนาจสูงสุด ส่วนใน Windows นั้นเรียกว่า Administrator ดังนั้นการ Root จะทำให้เจ้าของมือถือสามารถใช้มือถือได้เต็มความสามารถ อย่างเช่นการสามารถเปลี่ยนไปใช้ ROM ที่ได้รับการปรับปรุง เป็นต้น
!!! การ Root นั้นไม่ใช้เป็นการลง ROM ตัวอื่น โดยที่การ Root นั้นจะใช้เวลานิดหน่อยในการทำ และข้อมูลในเครื่องยังจะคงอยู่ !!!
โดยทั่วไปเราสามารถหาวิธี Root ได้โดยหาใน เพียงแค่พิมพ์หาใน ว่า ชื่อรุ่นมือถือ+root แค่นั้น โดยทั่วไปผู้ผลิตมือถือจะไม่อนุญาตให้ทำการ Root เพราะเนื่องจากกระบวนการทำนั้น ต้องอาศัยจุดโหว่ซึ่งทำให้ผู้ใช้เรียกโปรแกรมพิเศษเรียกว่า SU ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้อำนาจ Root ได้
!!! การ Root นั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้เครื่องเปิดไม่ขึ้น ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลก่อนทำการ Root !!! 

ประโยชน์ที่ได้จากการ Root

สามารถใช้ Android ได้อย่างเต็มความสามารถ

หลังจาก Root แล้ว เราสามารถแก้ไขไฟล์ของระบบ เปลี่ยนธีม ลบโปรแกรมที่ติดมาพร้อมกับเครื่อง เช่น Footprints หรือ โทรด้วยเสียง เป็นต้น
สามารถสำรองข้อมูลได้ทั้งหมด
มือถือที่ทำการ Root แล้วนั้น ปกติสามารถสำรองข้อมูลของระบบได้ทั้งหมด เหมือนการ Image ไฟล์บนคอมพิวเตอร์ วิธีนี้เหมาะสำหรับการที่ลอง ROM ใหม่ๆ เมื่อใช้งานเสร็จก็สามารถดึง Image ที่ทำการสำรองไว้มาใช้ได้เหมือนเดิม
วิธีที่ง่ายสุดที่จะทำการสำรองข้อมูลของเครื่องนั้น สามารถทำผ่านโปรแกรม Rom Manager (หาได้จาก ) ซึ่งพัฒนาโดยคุณ Koush

สามารถประหยัดพื้นที่ได้

ย้ายข้อมูลลง SD Card

การย้าย จะทำให้เครื่องนั้นเร็วขึ้น เมื่อทำการ Root แล้วจะสามารถย้าย Cache ลงไปใน SD Card โดยวิธีทำนั้นก็ไม่ยากเกินไปสามารถทำตามขั้นตอนนี้

ย้ายโปรแกรมที่ลงแล้วไปใน SD Card

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าลงโปรแกรมไปในเครื่องมากๆ จะทำให้เครื่องช้าได้ แต่เมื่อ Root แล้วก็จะสามารถย้ายลง SD Card ได้ วิธีที่ง่ายที่สุดในการย้ายโปรแกรมลง SD Card นั้น สามารถใช้โปรแกรม Apps2SD

สามารถลงโปรแกรมพิเศษได้

Android-WiFi-Tether หรือ Barnacle Wifi-Tethering 
ทั้งสองโปรแกรมเป็นโปรแกรมที่จะทำให้โทรศัพท์ของคุณเป็น Access point เพื่อทำให้อุปกรณ์อื่นสามารถใช้ Internet ได้

Super User

ไว้สำหรับอนุญาตให้โปรแกรมไหนใช้สิทธิ Root ได้

Move Cache for Root

สำหรับย้าย Cache ต่างๆ ลงใน SD Card
สามารถลง ROM ที่ทำการดัดแปลงได้
ROM ที่ทำการแก้ไขนั้น เป็นสิ่งที่ปรับปรุงมาจาก ROM มาตรฐาน ซึ่งปรับในหลายๆ ส่วนขึ้นอยู่กับรุ่น โดย ROM บางรุ่นอาจจะมีการนำ ROM มาจากรุ่นอื่นเพื่อปรับปรุงให้ใช้ในอีกรุ่นได้
(ส่วนนี้ไม่มีในต้นฉบับนะครับ)
ทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเพียงข้อดีเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่ จะทำ Root ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลนะครับ ศึกษาข้อมูลก่อนทำด้วย ส่วนใหญ่เมื่อ Root แล้วจะทำให้เครื่องหมดประกันทันที
ที่มา : androidpolice.com

แล้วจะroot ทำไงละครับ
ง่ายๆครับโดยใช้โปรแกรม z4root  loadได้จาก
http://www.filecrop.com/search.php?w=z4root&size_i=0&size_f=100000000&engine_r=1&engine_m=1&engine_h=1
มันจะมีให้เลือก temporary root เวลาroot แล้ว หาก reboot แล้วจะกลับเป็น unroot ซึงก็ไม่สามารถใช้โปรแกรมที่เราต้องการใช้ได้ ส่วน permanent root ก็ปิดเครื่องเปิดใหม่ก็ root ให้เหมือนเดิม หากต้องการ unroot ก็เข้าโปรแกมเดิมครับมันจะมีให้ unroot ง่ายมาก ดังนั้นถ้าจะทำ lagfix ก็ให้ใช้ root แบบ permanent

แก้ปัญหา lag ของ android

ไปเจอบทความนึงดีมากเลยนำมาฝากกันครับ

วิธีการ ROOT และ Lag Fix เครื่อง Galaxy S (GT-i9000) โดยใช้โปรแกรม One Click Lag Fix (OCLF)

คำเตือน การ ROOT เครื่อง อาจจะทำให้เครื่องของท่านเสียและหมดประกันได้ ดังนั้นโปรดกระทำด้วยความระมัดระวังและอ่านให้ละเอียดก่อนทำ เพราะโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ของท่านเสียหายเนื่องมาจากการกระทำตามขั้นตอนที่ผม จะกล่าวไปต่อไปนี้ก็เป็นได้

ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะครับว่าเป็นมือใหม่หัดใช้ Android ตอนแรกกะว่าจะใช้ Galaxy S แบบไม่ Root แล้วรออัพ Firmware เป็น 2.2 ของศูนย์เอา แต่พอใช้ได้สักสองอาทิตย์ ลง Apps เยอะไปหน่อย (เกือบจะเต็มเจ็ดหน้าละ) เลยทำให้บางครั้งก็ค่อนข้างช้า ไม่ทันใจเอาซะเลย ก็เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับการ Root หรือ Lag Fix แต่จะอัพเป็น 2.2 หรือไม่ ขอพิจารณาดูก่อนครับ เสียว ๆ เหมือนกัน

ตอนแรกผมก็อ่านตามกระทู้ต่าง ๆ ทั้งใน Pantip, Droidsans, PDAMobiz และที่อื่น ๆ ตั้งหลายที่ แต่ก็ยังงง ๆ รวมถึงเผอิญไม่ได้เอาสาย USB และ Card Reader จากที่ทำงานด้วยทำให้ไม่สามารถทำสองวิธีนี้ได้
1. Root ผ่านทางสาย USB
2. Root ผ่านทาง SD Card

ก็เลยลองหาวิธีอื่น ไปเห็นโปรแกรม RyanZa's OCLF 2.0 ใน Market เลยลองดาวน์โหลดมาดู กะว่าจะดาวน์โหลดมาอ่านดูก่อนว่าทำอะไรได้บ้าง

แต่พอโหลดมาแล้ว เปิดโปรแกรมมา ปรากฎว่าทางโปรแกรมขึ้นมาว่าสามารถรูท (Root) ได้เลย ตอนแรกก็สองจิตสองใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี กลัวเดี๋ยวน้อง SSGS เราจะเป็นที่ทับกระดาษไป แต่ก็คิดว่าไม่ลองไม่รู้ก็เลยลอง Root ดู โดยมีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้

1. เลือกเมนู Root Device Recovery 2e (เมนูที่เราเลือกได้จะเป็นสีเขียว ๆ และเขียนไว้ว่า Available)
2. จากนั้นเครื่องก็จะทำการ Root ให้เรา และบอกให้เรา Restart เครื่องเข้า Recovery Mode เราก็กดปุ่มดังต่อไปนี้
- ปิดเครื่อง
- กดปุ่ม Volume + (ด้านบนซ้าย) และปุ่ม Home (ตรงกลางด้านล่าง) ค้างเอาไว้
- กดปุ่ม Power
- พอขึ้นหน้าจอซัมซุงขึ้นมา ก็ให้ปล่อยปุ่ม Power แต่กดอีกสองปุ่มค้างไว้ก่อน
- พอขึ้นหน้าจอที่เป็นตัวอักษรเล็ก ๆ มีรูปหุ่นแอนดรอยด์อยู่ตรงกลางก็เป็นอันว่าเข้าโหมด recovery ได้สำเร็จ
- ใช้ปุ่มปรับ Volume เลื่อนลงมาที่ apply sdcard:update.zip แล้วกดปุ่ม Home แล้วรอสักพัก หากขึ้น Completed ก็แสดงว่าการ Root เสร็จสิ้น เครื่องก็จะ Boot ใหม่
3. หลังจากเครื่องอยู่ในสภาพที่ถูก Root แล้ว ต่อไปสำหรับท่านที่ต้องการจะ Lag Fix ก็ให้เลือกดังต่อไปนี้
- Install EXT2 Tools อันนี้จะใช้เวลาสักพักนึง หลังจากที่เสร็จแล้วก็เหลือตัวสุดท้ายก็คือ
- OneClickLagFix V2.2+ หลังจากเลือกไปทางโปรแกรมก็จะสอบถามเกี่ยวกับขนาดพื้นที่ที่เราต้องการ ทางโปรแกรมก็บอกว่าหากปล่อยไว้แถว ๆ ตรงกลาง ก็ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับผม ผมเลือกอยู่ที่ประมาณ 1000 กว่านิด ๆ น่ะครับ

หากเสร็จแล้ว เครื่องก็จะทำการ Reboot ให้ ก็ให้เรารอจนกว่าเครื่องจะบูทให้เราเสร็จ ก็เป็นอันสิ้นสุดการ Root และ LagFix

ข้อดี
- ไม่จำเป็นต้องใช้ PC ในการ Root และ Lag Fix
- ใช้งานง่าย คลิ๊กเดียวสมชื่อ


ข้อเสีย
- ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ^_^
อันนี้เป็นเจ้าของบทความ
http://androidphonethailand.blogspot.com/2010/11/root-lag-fix-galaxy-s-gt-i9000-one.html

อันนีเป็นlink ที่หาโหลดครับ
http://www.filecrop.com/search.php?w=OCLF+2.0&size_i=0&size_f=100000000&engine_r=1&engine_m=1&engine_h=1

Wednesday, February 9, 2011

ไปอัมพวาได้ยังไงบ้างครับ

1ไปรถตู้ : ขึ้นรถที่เซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัย ค่ารถ 100 บาท (เช้าสุดมี ตี 5) วิ่งเส้นราชบุรี

ขากลับ รถหมด 2 ทุ่ม(เสาร์อาทิตย์) ที่ตลาดแม่กลอง จอดตรงตลาดสด ตรงป้อมตำรวจ ฝั่งตรงข้ามจะเป็น ธ.ไทยพานิชย์
2.มีรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยฝั่งถ.พหลโยธินใต้ทางด่วน ไปอัมพวา

เป็นรถตู้สาย กทม-แม่กลอง 
ค่ารถขาไป 70 บาท  ตั้งแต่ 6.25-20.00 น.
ค่ารถขากลับ 60 บาท  ตั้งแต่  5.30-19.00  น. (รถจะจอดแถวๆๆ ตลาดแม่กลอง)

ใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชม 20 นาที

แนะนำให้เพื่อนๆนั่งรถตู้  กรุงเทพ-แม่กลอง  และลงรถที่ ตลาดแม่กลอง (ตัวเมืองสมุทรสงคราม) เท่านั้น ซึ่งสามารถขึ้นรถได้จากบริเวณต่างๆ ดังนี้
-ปิ่นเกล้า สามารถขึ้นรถตู้ได้ที่บริเวณหน้าห้างเมอร์รี่คิงส์เก่า(โลตัสปัจจุบัน)
-อนุสารีย์ชัยฯ อยู่บริเวณใต้ทางด่วนพหลโยธิน ฝั่งไปสะพานควาย -จตุจักร สามารถขึ้นรถตู้ได้ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งหมอชิดใหม่
-บางนา สามารถขึ้นรถตู้ได้ที่บริเวณหน้าไบเทคบางนา
-
บางประแก้ว สามารถขึ้นรถตู้ได้ที่บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ก่อนถึงปั๋มน้ำมันเชลล์
  
 รถตู้โดยสารดังกล่าว ถึง "ตัวเมืองแม่กลอง"

Tuesday, February 1, 2011

สิ่งที่อยากให้iphone 5 มี

ลูกเล่น 15อย่างใน iPhone5 ที่รออยู่

ลูกเล่น 15อย่างใน iPhone5 ที่รออยู่
 
 
          ในทุกครั้งที่ Apple ออก iPhone ตัวใหม่ เรื่องอัตราการกินไฟก็มักจะเป็นปัจจัยแรกๆที่ถูกทำการปรับปรุงให้ดีมากขึ้นทุกครั้ง
โดยดูจาก iPhone 4 นั้นยังมีอัตราการสนทนาต่อเนื่องได้นานกว่า 
 

 
1. iOS 5
          แน่นอนว่า iOS5 ย่อมดีกว่า 4 แน่นอน ถ้า iPhone 5 ออกมาจริงในปีหน้า ระบบปฎิบัติการตัวใหม่ก็คือสิ่งที่หลายๆ
คนอยากให้มีเป็นอันดับต้น
 
 
2. ประหยัดไฟมากขึ้น
          ในทุกครั้งที่ Apple ออก iPhone ตัวใหม่ เรื่องอัตราการกินไฟก็มักจะเป็นปัจจัยแรกๆที่ถูกทำการปรับปรุงให้ดีมากขึ้น
ทุกครั้ง โดยดูจาก iPhone 4 นั้นยังมีอัตราการสนทนาต่อเนื่องได้นานกว่า iPhone 3GS มากถึง 40% ดังนั้น หวังว่าใน
iPhone 5 เทคโนโลยีของแบตเตอรี่น่าจะดีขึ้น อาจจะมีความจุของแบตเตอรี่สูงขึ้นในขนาดเท่าเดิม เพราะนอกจากแบตดีขึ้นแล้ว
เรื่อง CPU การทำงานที่กินไฟน้อยลงก็คงจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ระยะการใช้งานนานขึ้นด้วย
 
 
3. 3D graphics
          เนื่องจาก graphics chip ได้ถูกใส่ไว้ในชิพ  A4, ทำให้หลายๆคนสงสัยว่าตกลงว่า 3D graphics chip
ที่อยู่ใน iPhone 4 มันคืออะไรกันแน่ แต่เท่าที่หลายฝ่ายเดาๆกันดูก็น่าจะเป็น Samsung นั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าใน
iPhone 4 จะมีการพัฒนาเรื่องกราฟฟิคมามากพอสมควร โดยสามารถแสดงผลที่ความละเอียด  960×640 pixels
แต่สำหรับ iPhone 5 คาดกันว่า Apple เอาแน่กับความละเอียดหน้าจอที่ 1156×768 pixels
 
 
4. 1.5 GHz A4 processor
          สำหรับ iPhone 4 นั้นได้ใช้ชิพ  A4 ในการทำงาน แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงว่ามันความเร็วการทำงานที่
1GHz  แบบในเครื่อง iPad หรือไม่ แต่เรื่อง Speed การทำงานกับอัตราการกินไฟของ iPhone 4 ถือว่าน่า
ประทับใจมากทีเดียว แต่กาลเวลาเป็นสิ่งที่จะเป็นตัวบีบ Spec การทำงานของ CPU ให้พัฒนาให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังกันไว้ว่าน่าจะได้เห็นใน iPhone รุ่นถัดไปก็คือความเร็วที่ 1.5 GHz หรือหาก  สตี๊ฟ จ๊อบส์
ฮึดๆขึ้นมาอาจจะใส่ CPU ไปถึง 2 GHz
 
 
5. Better camera
          กล้องระดับ 8-megapixel คือสิ่งที่คาดว่าไม่น่าพลาดที่เราอาจจะได้เห็นใน iPhone 5 เพราะแม้ว่า
iPhone 4 จะพัฒนากล้องมาที่ระดับ 5 megapixels พร้อม LED flash แต่เชื่อว่าระดับความละเอียดของกล้อง
น่าจะต้องถูกขยับไปตามคู่แข่งขันในตลาด เพราะบางรุ่นในปี 2010 นี้ก็พัฒนาไปถึง 8 ล้านพิกเซลแล้ว
 
 
6. Flash support
          ไม่รู้ไปโกรธเคืองกันมาจากไหน ไม่ว่า iPhone จะออกมากี่รุ่นก็ตามการสนับสนุนการทำงานของ Flash
ก็ยังไม่มีสักที แม้ว่า Apple จะบอกว่า Flash นั้นมันกินทรัพยากรเครื่องเยอะ และเค้าเองเชื่อว่าอนาคตสิ่งที่จะมาแทน
Flash นั้นมีอยู่แน่ใน HTML5  ซึ่งเชื่อว่า HTML5 มีประสิทธิภาพดีกว่า Flash มากมาย แถมยังมี้ข้อผิดพลาดน้อยกว่า
(สตีฟ จอบส์ เคยว่าไว้) และเป็นระบบเปิดมากกว่าอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนใช้ตาดำๆ ก็อยากบอกว่า อยากได้ๆๆๆๆๆ
Flashhhhhh อยู่ดี ทุกวันนี้ iPhone เกือบจะสมบูรณ์แล้วเชียวแต่เข้าเว็บที่มีการทำงาน Flash แล้วรู้สึก โมโหทุกที
 
 
7. FaceTime ผ่าน 3G
          สำหรับปัจจุบันนี้การใช้งาน Face Time จะต้องผ่านทาง WiFi เท่านั้นเป็นการพูดคุยลักษณะแบบ
VOIP ซึ่งต้องหาจุดเชื่อมต่อ WiFi ในขณะใช้งาน หากในอนาคตมันจะใช้พูดคุยโดยอาศัยช่องทาง ทางระบบ 3G
หรือ 4G ในอนาคตก็คงจะดีมากขึ้น แม้ว่าการใช้งานผ่านโครงข่าย Network ในปัจจุบันอาจจะเร็วไม่พอแต่ในอนาคต
หากระบบต่างๆเร็วขึ้น การใช้งาน Face time ก็น่าจะได้รับการปรับปรุงรูปแบบให้ดีกว่านี้ และใช้ข้ามคุยกับแพลต
ฟอร์มอื่นๆได้ด้วย
 
 
8. Home screen
          หน้า ตา Home Screen ของ Apple เจอกันมาหลายปี หลายๆรุ่นก็หน้าตาแบบเดียวกัน
ดังนั้น สิ่งที่ iPhone 5 น่าจะมีการปรับปรุงได้แล้วก็คือเรื่องการให้ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าจอได้อย่างอิสระมาก
ขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยโปรแกรมใดๆ ช่วย
9. Expandable memory
          สิ่งที่ฝันลมๆ แล้งๆ แต่หลายๆ ก็คงอยากให้มีใช่ไหมครับ
10.  memory
          64GB สิ่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อมและคาดว่าน่าจะได้เห็นกันในรุ่นถัดไป
11. RFID
          ตามข่าวลือแล้ว Apple ตอนนี้กำลังง่วนกับการพัฒนาระบบ radio-frequency identification,
หรือ RFID, เพื่อจะยัดใส่ใน iPhone รุ่นถัดไป เพราะว่า RFID  เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ใหม่อะไรมากนัก แต่เชื่อ
ว่ามันกำลังจะมาอยู่ในมือถือหลายๆรุ่นในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อการใช้งานที่สะดวกขึ้น เช่นการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าต่างๆ
12. HD output
          ใน ปัจจุบัน iPhone ไม่มี output 720p หรือ 1080i HD video ซึ่งเราก็หวังว่า iPhone 5
รุ่นถัดไปน่าจะมี HD output ให้มาด้วยแบบในมือถือบางรุ่นในปัจจุบัน
13. Biometric security
          เรา เคยเห็นระบบ สแกนนิ้วมือบน Notebook หรือแม้แต่ HP iPaq รุ่นเก่าๆก็ยังเคยมีระบบสแกน
ลายนิ้วมือด้านหน้า เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นใน iPhone รุ่นอนาคต แต่คงจะยังไม่น่าจะใช่ในเร็วๆนี้แน่
14. Built-in IR          อยาก ใช้ iPhone เป็นรีโมทควบคุม TV จังเลย แต่ไม่อยากต้องไปซื้ออุปกรณ์เสริมมาต่อเพิ่มให้เกะกะ
ถ้า iPhone 5 มีช่องรับส่ง อินฟราเรดให้มาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้เอาไว้ส่งข้อมูลแต่อยากเอาไว้ควบคุม TV จ้าาาาา

15. Removable battery
          สิ่งที่ Apple ไม่เคยทำและไม่คิดจะทำก็คือ การทำเครื่องไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ iPod แบบถอด
เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ โดยยอมไปนั่งพัฒนาเครื่องให้กินไฟน้อยใช้ได้นานดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยี
ของแบตเตอรี่มันพัฒนามากขึ้น ทำให้บางและเล็กลง Apple อาจจะเปลี่ยนใจทำเครื่องให้สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้
เพราะสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัญหาหากทำเครื่องให้ถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ก็คือ เครื่องจะมีขนาดที่หนาขึ้นเพราะต้องเหลือพื้นที่
สำหรับช่องใส่แบตเตอรี่ และฝาหลังเครื่อง

Wednesday, January 26, 2011

อกหักทำอย่างไรดี

วิธีทำให้หายจากอาการที่เรียกว่า Broken Heart (อกหัก) ทำได้ดังต่อไปนี้

1. ให้หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ต้องออกไปไหน ห้ามพบปะผู้คน

2. ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือที่ช่วยเพิ่มความเจ็บปวดให้ได้มากที่สุด

3. โทรไปหาเพื่อนที่ไม่ประสงค์ดี ให้มันสมน้ำหน้า เอาที่ปากจัดๆ หน่อยจะดีมาก

4. อดข้าว อดน้ำ แต่..ต้องอาบน้ำนะ มันสกปรก!

5. ร้องไห้ฟูมฟาย ร้องเยอะๆ ร้องหนักๆ ร้องดังๆ ก็ได้ ถ้าไม่กลัวโดนจับส่งโรงบาลบ้า

ให้ทำทั้ง 5 ข้อนี้อย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน

ผลการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอาการอกหัก สถาบัน WHO พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะสามารถปฏิบัติทั้ง 5 ข้อได้แค่เวลาเพียง 2 วัน เนื่องจาก หิว และเหนื่อย สถาบัน WHO ได้ค้นพบว่าบุคคลที่มีอาการอกหัก มักจะพยายามปลอบใจตัวเอง พยายามหลีกเหลี่ยงอาการเศร้าซึม พยายามร่าเริง พยายามข่มความเจ็บปวด พยายามที่จะลืม แต่ก็มักจะพบว่าสิ่งที่พยายามส่วนใหญ่จะล้มเหลว

วิธีทั้ง 5 ข้อนี้เป็นวิธีที่เรียกว่า "ปฏิบัติการเจ็บสุดติ่ง" คือ ทำให้เจ็บและเศร้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อยู่กับความเจ็บให้นานที่สุด แล้วสุดท้ายเราจะพบว่า..."แล้วตรูจะมานั่งเสียใจทำไมวะ เหนื่อยชิบ" แล้วตรูจะหายไมว้าเนี่ยย

ความเห็นนี้โดนคือตอนนี้กะลังเป็นอยู่คงต้องclear ครับ
ลองอ่านบทความนี้ดูแล้วคุณจะทำใจได้ง่ายขึ้น

แต่พอเมื่อคุณ รู้สึกรัก รู้สึกผูกพัน คนประเภทนี้ก็จะหยุดดำเนินความสัมพันธ์ใดใดทั้งสิ้นแล้วปล่อยให้คุณวิ่งตาม (คนพวกนี้จะชั้นเชิงดีค่ะ รู้จักหยั่งเชิงว่าคุณจะเรียกหาเขาเวลาไหน และยอมอ่อนข้อให้คุณเวลาใด)
แล้วเมื่อคุณวิ่งตามไปสักระยะ เขาจะหยุดให้น้ำเลี้ยงคุณด้วยคำว่า"เขายังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไป "แต่ขัดกับที่ท่าที่ห่างเหินไปของเขา และคุณจะได้คำว่า "เขารู้สึกอึดอัดที่คุณกำลังจะผูกมัดเขามากไป" (ช่วงนี้คุณจะรู้สึกมึน ๆ งง ๆ ค่ะ เหมือนกลับมามีความหวังว่าคุณคิดมากไปเอง แต่จริง ๆ แล้ว เขากำลังจะตีห่างคุณค่ะ )
จากนั้นบทสรุป สุดท้าย คุณก็จะเริ่มทุกข์ทรมาน เพราะไม่ รู้ว่าคุณจะอยู่สถานะไหน แล้วต้องวางตัวอย่างไรให้ถูกใจเขา ให้เขากลับมาเหมือนเดิม และคุณก็จะทนไม่ ไหว ถามเขาว่าระหว่างคุณกับเขาคืออะไร
ทั้ง หมดนี่คือ เกมค่ะ คือเงื่อนไขที่คนประเภทหนึ่งชอบกระทำ คนพวกนี้ภายนอกจะดูอบอุ่น ดูน่าไว้วางใจ แต่แท้จริง คนพวกนี้ เป็นได้แค่คนเห็นแก่ตัว ที่คำพูดกับการกระทำขัดแย้งกันตลอดเวลา สร้างภาพสวยงาม ที่ย้อมไว้ด้วยปริศนาความไม่ จริงใจค่ะ


ลองเป็นคนตาบอด ดูสักวัน
เดินไปเรื่อย ๆ มองไม่เห็นอะไรเลยข้างหน้า
เหมือนที่ศุราณีเคยแนะนำ
พอลืมตาขึ้นมา
จะพบว่าโลกที่สวยงามข้างหน้ายังรออยู่
อย่าจมอยู่กับอดีตเลยคะ

เพื่อนสนิทของเรานี่แหละค่ะ
ใช้(พวก)มันให้เป็นประโยชน์
ให้มันปลอบเราบ้าง ขู่เราบ้าง
เชื่อบ้าง ไม่ต้องเชื่อบ้างก็ยังได้
แต่การมีเพื่อนสนิทดี ๆ ที่คอยแนะนำสิ่งดี ๆ ให้เรา
ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ เป็นบ้าเป็นบออย่างนี้
เป็นสิ่งที่ดีมากเลยนะ
ลองดูค่ะ


จีบข้าพเจ้าไปพรางๆก่อนก็ได้นะคะ  คุณสมบัติดังนี้
   1. เพศหญิง
   2. อายุ 22 ปี
   3. หนัก 54 กิโลกรรม
   4. สูง  170 เซนติเมตร
   5. การศึกษาปริญญาตรี
   6. นิสัยร่าเริง คุยเก่ง(มากๆ)
   7. หน้าตาไปวัดได้หมาไม่เห่าด้วยแต่หอนอย่างเดียว(ล้อเล่น)
   8. อาชีพพนักงานบริษัท

อืม.... ไม่รู้จะช่วยปลอบ ช่วยแนะยังไงดี?
ขอให้รักพ่อรักแม่ และรักตัวเองมากๆเข้าไว้เป็นดีที่สุดค่ะ

แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก้อขอให้คิดว่า...ชั้นสวย ชั้นเริ่ด  เชิ่ดๆเอาไว้นะคะ :)

....ยังไม่ดีขึ้นอีกหรือ?

..... ไปซื้อหนังสือคู่มือคนใจเซาะมาอ่านซะนะ "ทิ้งผู้ชายง่ายนิดเดียว"
จะรักอยู่ จะเลิกแล้ว .... ถ้าได้อ่าน ก้อมีแรงขึ้นมาเองหล่ะคะ

(ยังไม่ได้ซื้อเลย แอบอ่านไปหน่อยเดียว รองานหนังสือฯก่อน...เสร็จชั้นแน่ๆ)


ไม่ต้องรีบค่ะ เวลาจะทำให้คุณลืมไปเอง อย่าไปพยายามฝืนมัน ยิ่งฝืนมันก็ยิ่งนึกนะ หาอะไรทำให้มันยุ่งๆ ดีกว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณจะเห็นว่านอกจากความรักที่จบลงไปแล้ว โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่ช่วงหนึ่งคุณได้หลงลืมมันไป เราก็เคยผ่านช่วงนั้นมาแล้ว เผ็นหนักอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นนี่แย่มากๆ หลังจากลบน้ำตาออกไปก็ได้กลับมาเป็นมิตรภาพจากเพื่อนเก่าที่แทบไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปีมากๆๆ ตอนนี้ก็ยังสนิทกันอยู่ แล้วก็ความรัก ความเป็นห่วงที่ครอบครัวมีให้

พูดก็พูดเหอะ ตอนนี้มีแฟนใหม่แล้วก็ยังมีคิดถึงแฟนเก่าบ้าง เพราะเลิกคุยเลิกเป็นเพื่อนกันหลังจากที่เคยสนิทกันมาก ตอนนั้นเพราะเราทำใจไม่ได้เองแหละ แต่ไม่ได้คิดในแง่อะไรนะ มันแค่แว้บๆ เข้ามาในความทรงจำบ้าง คิดว่าไม่น่าจะผิดต่อแฟนใหม่นะ

Life goes on!!!


ของผม ปีเศษๆ ผ่านไป
ยังไม่หายสนิทเหมือนกันครับ
วันดีคืนดีมันก็จะแปล๊บๆ ขึ้นมาบ้าง
พอให้นอนผวาเล่นซักคืนสองคืน

แนะนำให้หันเข้าหาศาสนาครับ
พุทธธรรม และแนวการปฏิบัติของเซน
เป็นยารักษาแผล และฟื้นฟูจิตใจขนานเอกของผมเลย
โดยเฉพาะบท "แผ่เมตตา" ผมใช้ทุกครั้งที่อาการกำเริบ
ช่วยลดความปวดแสบปวดร้อน เจียนอยู่เจียนตาย ที่เป็นอยู่
ได้อย่างชงัดนัก

จากนั้นก็ค่อยบรรเทาอาการข้างเคียงทั้งหลาย
ด้วยการเลือกเพลงดีๆ มาฟัง หนังสือดีๆ มาอ่าน
หรือภาพยนต์ดีๆ มาชม
ออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ดีๆ เมื่อมีโอกาส
เน้นว่าต้องเลือกที่ดีๆ เท่านั้นนะครับ

และที่เราไม่ควรลืม คือ ครอบครัว และเพื่อนๆ
ที่พร้อมจะรับฟังความทุกข์ในใจที่เรามีอยู่เสมอ
พวกเขาเป็นนักจิตภาพบำบัดชั้นเยี่ยม
ที่จะช่วยเราฟื้นฟูจิตใจได้ดีขึ้น เร็วขึ้น

เอาใจช่วยครับ

1.ลุกขึ้นมาทำตัวให้ดูดีที่สุด ทำตัวให้หล่อ ให้สวย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนักถือโอกาสช่วงนี้เลยคะ เพราะมันจะกินไรไม่ค่อยลงอยู่แล้ว ทำให้ตัวเราดูดีเพื่อตัวเรานะคะ
2.อย่าอยู่คนเดียวพยายามอยู่กับเพื่อน กับคุณแม่ก็ได้คะ จะสบายใจขึ้น
3ให้กิจกรรมทำกับเพื่อน เช่น เที่ยว ช๊อปปิ้ง
4.เมื่อคุณพร้อม หัวใจคุณแข็งแรงขึ้น ตัวเองดูดีกว่าตอนอกหักมากๆ อีกไม่นานคนที่ใช่จะเข้ามาเองคะ
ปล.คนที่มันทิ้งคุณไป มันจะรู้สึกเสียดายคุณมากๆ ที่เปลี่ยนตัวเองได้ดูดีขึ้นขนาดนี้ แถมมีหนุ่มใหม่ สาวใหม่ควงแล้วไม่สนของเก่าหรอก เชอะ...สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้(จากประสบการณ์ตรง^^)

แผลกดทับดูแลยังไงคับ

สำหรับผู้ที่มีผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับการเข้าใจเรื่องแผลกดทับจะทำให้สามารถให้การรักษาที่ถูกต้อง
แผลกดทับเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังที่ถูกกดทับได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นรอยแดงและมีการแตกทำลายของผิวหนัง ถ้าไม่ได้รับการป้องกันดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะส่งผลให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ ซึ่งการเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน จากการรักษาที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับเกิดได้จาก 2 ปัจจัยคือ
1. ปัจจัยภายใน
  • สภาพอายุที่มากขึ้นชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย
  • ผู้ป่วยที่บกพร่องในการเคลื่อนย้าย เช่นผู้ป่วยอัมพาต
  • ผู้ป่วยอ้วนเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี
  • ผู้ป่วยผอมทำให้เกิดแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมากขึ้น
  • การขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน
  • ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น
2. ปัจจัยภายนอก
  • แรงกดจะขัดขวางออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงโดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น
  • แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือน เป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป
  • แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอกเกิดการถลอกของผิวหนัง เช่นการเลื่อนผู้ป่วย โดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล
  • ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย
การป้องกันและการดูแลแผลกดทับ
การจัดท่านอน
  • ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาทีอาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สลับกันไป
  • การนอนตะแคง ควรจัดให้นอนตะแคง กึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพก ทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูก และใบหู
  • การนอนหงาย ควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และรองใต้น่องและขาเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน
  • การจัดท่านอนศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา
  • กรณีที่นั่งรถเข็น ควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที
การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด
  • อุปกรณ์ลดแรงกดอยู่กับที่ เช่น ที่นอนที่ทำจาก เจล โฟม ลม น้ำ หมอน เป็นต้น
  • อุปกรณ์ลดแรงกดสลับไปมา เช่น ที่นอนลม ไฟฟ้า
การดูแลผิวหนัง
  • ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง / วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง
  • ผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้ง ที่มีการขับถ่าย และซับให้แห้งอย่างเบามือ
  • ทาวาสลีน หรือ Zinc paste ให้หนาบริเวณผิวหนังรอบๆทวารหนัก แก้มก้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันผิวหนังเปียกชื้น
  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยการออกกำลังกาย
  • ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทก ของมีคม เป็นต้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น
  • หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูกโดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อย หรืออ่อนแรง
  • ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน
  • จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง
  • ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง
  • ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูกเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้ และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้
การเคลื่อนย้าย
  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยควรใช้แรงยกไม่ควรใช้วิธีลาก ไม่ควรเคลื่อนย้ายตามลำพังถ้าผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  • ขณะเคลื่อนย้ายโดยการใช้รถเข็น ควรสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกครั้ง และรัดสายรัดกันเท้าตกเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้าย
  • ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไม่ควรอยู่ในท่านั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง
ภาวะโภชนาการ
  • ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร
  • ควรเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อส่งเสริมการหายของแผล เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด มีผลต่อการหายของแผล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ
  • วิตามินเอได้แก่ นม ไข่ ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • สังกะสี เช่น หอยแมลงภู่ เมล็ดทานตะวัน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน
ระดับแผลกดทับและการดูแลแผล
ระดับ 1 ผิวหนังไม่มีการฉีกขาด แต่เป็นรอยแดงกดบริเวณรอยแดงไม่จางหายภายใน 30 นาที ดูแลโดยมีการป้องกันแรงเสียดทานแรงกดทับโดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับ เช่น หมอน เจลโฟม ที่นอนลม, เปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง ทาโลชั่นหรือครีมในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว
ระดับ 2 ผิวหนังส่วนบนหลุดออก ฉีกขาดเป็นแผลตื้น มีรอยแดงบริเวณเนื้อเยื่อ รอบๆ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีสิ่งขับหลั่งจากแผลปริมาณเล็กน้อย หรือปานกลาง ดูแลเหมือนระดับที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้มีแผลเพิ่ม เช็ดรอบๆแผลด้วย Alcohol 70 % และใช้silver sulfa diazine ปิดด้วยผ้าก็อส ใช้วาสลีนทาผิวหนังรอบแผลเพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้เกิดการเปียกแฉะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยา Povidine เช็ดแผล
ระดับ 3 มีการทำลายผิวหนังถึงชั้นไขมัน มีรอยแผลลึกเป็นหลุมโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก อาจมีกลิ่นเหม็น
ระดับ 4 มีการทำลายถึงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก แผลเป็นโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก มีกลิ่นเหม็น
แผลกดทับระดับที่ 3, 4 ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการ การเลือกใช้วัสดุในการใส่
แผลให้ถูกต้องเหมาะสมในแผลแต่ละชนิด


(KCI’s Pressure Ulcer Assessment Tool, 2002)
สรุป
++++++การป้องกันแผลกดทับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดแผล ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ รวมทั้งเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นการดูแลที่เหมาะสมตามระดับของแผล ป้องกันไม่ให้แผลลุกลามมากขึ้นการลดแรงกดที่เหมาะสมรวมทั้งการดูแลเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะทำให้การหายของแผล เป็นไปได้อย่างดี

Sunday, January 23, 2011

ทำไมชาร์ท battery iPad ผ่านสาย USB แล้วไฟไม่เข้า


 
สำหรับมือใหม่ iPad (รวมทั้ง AppTube ด้วย) อาจจะสงสัย ว่า เวลาชาร์ทแบตผ่าน ช่อง USB port ของคอมพิวเตอร์  แล้วทำไม iPad ขึ้นแจ้งว่า "ไม่ชาร์ท" หรือ "Not charging" ทั้ง ๆ ที่ iTunes ก็ detect iPad เจอ แล้วลองเปลี่ยน iPhone , iPod Touch ก็ชาร์ทได้ปรกติ

ไม่ ต้องตกใจ หรือเป็นกังวลไป เพราะ iPad นั้นต้องการ ไฟที่แรงกว่า ไฟที่ส่งออกมาทาง USB port ของคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ผู้ใช้ iPad ทุกท่านโปรดทราบ
 
ข้อควรทราบสำหรับการชาร์ทไฟ ของ iPad
 
1. iPad ต้องเสียบชาร์ทไฟกับ power adapter ที่ให้มาในกล่องเท่านั้น (10 watt) ใช้ของ iPhone หรือ iPod Touch ไม่ได้
2. iPad สามารถชาร์ทไฟผ่านทาง USB port ของคอมพิวเตอร์ ได้เฉพาะตอนที่ iPad อยู่ในสถานะหลับอยู่เท่านั้น (sleep) ถ้า ใช้จิ้มเล่นอยู่ ยังไงก็ไม่ชาร์ท
3. แม้ iPad จะแจ้งว่า "ไม่ชาร์ท" หรือ "Not Charging" ก็หมายถึง iPad ใช้ไฟผ่านทาง USB port อย่ เพียงแต่
ไม่ ชาร์ทไฟเข้า แบตเตอร์รี่เท่านั้น ดังนั้น ถ้าใช้ iPad อย่างหนักหน่วง แล้วแบตใกล้หมด ก็เสียบเข้ากับ USB port ก็ได้ เพียงแต่ พลังงานแบตจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น

หวังว่าเป็น ทิปดี ๆ สำหรับ iPad มือใหม่ เพราะ AppTube เอง ก็เพิ่ง ถอย iPad มา เป็นมือใหม่ หัดใช้ iPad เหมือนกัน ดังนั้น มีอะไรน่าสนใจ ก็จะเอา มาแบ่งปันแน่นอน
 
http://apptube.exteen.com/category/Tips-Tricks